เรียนรู้ SEO Campaign ทำอย่างไร ให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ

seo campaign cv

ในบทความนี้เราจะอธิบายเกี่ยวกับ SEO Campaign  ตั้งแต่ขั้นตอนในการสร้างแคมเปญ SEO ไปจนถึงขั้นตอนที่ประสบความสำเร็จ สิ่งนี้จะสำคัญต่อการทำเว็บไซต์อย่างไร มาหาคำตอบกันได้เลย

Table of Contents

SEO Campaign คืออะไร ?

seo-campaign

บางคนอาจจะรู้ แคมเปญ SEO คืออะไร จริงๆแล้วสิ่งนี้คือการปรับปรุงอันดับของเว็บไซต์ ในเครื่องมือค้นหา ให้มีองค์ประกอบทั่วไปที่มีประสิทธิภาพต่อการทำ SEO ไม่ว่าจะเป็นการจัดการคีย์เวิร์ด , การเผยแพร่เนื้อหา , วิธีสร้าง Backlink และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงอันดับของเว็บไซต์ให้เพิ่มสูงขึ้น

ขั้นตอนที่ 1 : การค้นหาคีย์เวิร์ด

การค้นหาคีย์เวิร์ดเป็นสิ่งแรกของ แคมเปญ SEO และยังเป็นส่วนหลักของ กลยุทธ์ SEO (SEO Strategy) ที่จะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จอีกด้วย

โดยคุณจะต้องทำการค้นหาคีย์เวิร์ดสำหรับใช้งาน 10 คำ โดยเป็นคำที่แตกต่างกัน

(คีย์เวิร์ดเหล่านี้จะถูกนำมาปรับใช้ไปยังหน้าเพจต่างๆในเว็บไซต์ของคุณ)

ค้นหา Keyword ด้วย Google Keyword Planner

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือสำหรับหาคีย์เวิร์ด ที่สามารถใช้งานได้แบบฟรีๆจากทาง Google

1google-keyword-planner

สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับ Google Keyword Planner คือ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Google เป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ

วิธีใช้ก็ง่าย เพียงแค่ป้อน ‘’คีย์เวิร์ด’’ หรือ ‘’คำค้นหาใกล้เคียง’’ (Related Keywords) จากนั้นคุณจะได้คีย์เวิร์ดตามที่ต้องการ

2keyword-planner-seo-tools

หา Long Tail Keywords มาใช้งาน

เครื่องมือ SEO สำหรับค้นหาคีย์เวิร์ดที่มีให้บริการอยู่ในตอนนี้ สามารถค้นหาคีย์เวิร์ดได้หลายรูปแบบ

3backlinko-free-keyword-tool

รวมถึง Long Tail Keywords คีย์เวิร์ดที่กำลังนิยมและมีการแข่งขันที่น้อยคัดลอกคำหลักของคู่แข่ง

paleo-diet-example

นำคีย์เวิร์ดของคู่แข่งมาใช้งาน

วิธีนี้เป็นวิธีที่จะทำให้คุณมีโอกาสติดอันดับง่ายๆ ด้วยกานำคีย์เวิร์ดจากเว็บไซต์คู่แข่งมาใช้งาน

ในการทำเช่นนี้ คุณจะต้องใช้เครื่องมือ เช่น Semrush หรือ Ahrefs

4semrush-homepage

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เครื่องมือชนิดไหน กระบวนการก็เหมือนกันทุกประการ

อันดับแรก ให้ทำการหาคู่แข่งที่ใช้การทำอันดับด้วยคู่มือการทำ SEO

จากนั้น ใส่หน้าโฮมเพจของคู่แข่งนั้นลงไป

5semrush-organic-research-search-backlinko

เพียงเท่านี้คุณก็จะพบกับคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งติดอันดับและใช้ในการทำอันดับ

6organic-research-backlinko-organic-search-positions

เลือกคีย์เวิร์ดสำหรับใช้งาน 10 คำ

ตอนนี้คุณมีรายการคีย์เวิร์ดที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะต้องทำการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับใช้งานทั้งหมด 10 คำด้วยกัน

แต่คุณจะเลือกคีย์เวิร์ดที่ “ดีที่สุด” ได้อย่างไร ?

วิธีง่ายๆคือคุณจะต้องใช้ 3 ปัจจัยในการเลือก

การแข่งขันต่ำ : สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น แต่ถึงแม้เว็บไซต์ของคุณจะมีฐานมั่นคงแล้ว คุณก็ยังควรเลือกคีย์เวิร์ดที่ไม่มีการแข่งขันสูงเกินไป

7google-serp-seo

หากคีย์เวิร์ดที่จะนำใช้ มีเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ มีคะแนนสูง แนะนำให้เลือกคีย์เวิร์ดอื่นมาใช้งานแทน

8keyword overview seo pkd
  • Personal Keyword Difficulty : ตัวบ่งบอกว่าการติดอันดับท็อป 10 ในผลการค้นหาของ Google จะยากแค่ไหน โดยจะทำการพิจารณาจากความสอดคล้องของเนื้อหากับคีย์เวิร์ด
  • Topical Authority : แสดงว่าเนื้อหาในโดเมนของคุณสอดคล้องกับหัวข้อของคีย์เวิร์ดนั้นมากแค่ไหน คะแนนที่สูงหมายถึงโอกาสที่ดีกว่าในการติดท็อป 10
  • Potential Traffic : ประเมินจำนวนผู้เยี่ยมชมที่คุณอาจได้รับ
  • Potential Topic Traffic : แสดงจำนวนผู้เยี่ยมชมที่เป็นไปได้ จากคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาที่สูง
  • Potential Position : คาดการณ์คุณภาพของเนื้อหาคุณภาพ ว่าโดเมนของคุณอาจติดอันดับที่เท่าไหร่

**เมื่อเปรียบเทียบเมตริกเหล่านี้กับเว็บไซต์ที่ติดท็อป 10 ในปัจจุบัน เครื่องมือจะประเมินว่าเว็บไซต์ของคุณเหมาะกับการทำคีย์เวิร์ดนั้นหรือไม่

ปริมาณการค้นหาสูง : ตอนนี้ถึงเวลาดูว่ามีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการใช้งานมากแค่ไหน

แน่นอนว่ายิ่งปริมาณการค้นหาสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่อย่างไรก็ตามคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมสูง มักจะมีการแข่งขันสูงด้วยนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น มีคน 156.4K คนค้นหาคำว่า “paleo diet” ทุกเดือน

9keyword-overview-paleo-diet-global-volume

หากดูจากภาพนี่เป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไม การเลือกคีย์เวิร์ดนี้ถึงมีการแข่งขันสูง

10keyword-overview-paleo-diet-keyword-difficulty

ดังนั้น คุณควรเลือกคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันน้อยมากฝช้งาน ซึ่งหมายความว่าจะมีโอกาสติดอันดับสูงกว่านั่นเอง

11keyword-overview-autoimmune-paleo-diet-keyword-difficulty

ความเหมาะสมกับลูกค้า : คุณต้องการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ตรงกับลูกค้าของคุณค้นหาจริงๆ

แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา จะต้องตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณนัทนที

ตัวอย่างเช่น SEOGURU เป็นบริษัท รับทำ SEO ที่มีคุณภาพ

คนที่ค้นหาคำว่า “รับทำ SEO ให้ติดอันดับ” โดยที่คำค้นหาคำนี้มีผู้ค้นหาน้อย

เนื่องจากการค้นหาด้วยคำแบบนี้ เป็นการค้นหาด้วยคำที่เฉพาะเจาะจง

12keyword-overview-best-seo-courses-volume

นั่นเป็นเหตุผลที่การทำเว็บไซต์ จะต้องทำให้ตอบโจทย์ผู้ค้นหา เพื่อที่จะดึงดูดผู้คนเข้าเว็บไซต์ให้ได้มากกว่าเดิม

13backlinko-posts-collage

แต่คุณยังคงต้องทำให้ผู้ค้นหา อาจตัดสินใจกลายเป็นผู้ซื้อในอนาคตด้วยเช่นกัน

วิธีทำมีขั้นตอนง่ายๆ คือตรวจสอบผ่านเครื่องมือ “Top of page bid” ใน Google Keyword Planner:

14google-keyword-planner-top-of-page-bid

ในส่วนนี้จะเป็นการแสดงข้อมูล สำหรับการคลิกครั้งเดียวใน Google Ads

และถ้ามีคนยอมจ่ายเงินเพื่อโฆษณาคำหลักนั้น แปลว่าการเข้าชมจากคีย์เวิร์ดเหล่านั้น สามารถสร้างรายได้ได้นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 2 : สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

ตอนนี้คุณมีคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพทั้งหมด 10 คำแล้ว ขั้นตอนต่อไปถึงเวลาเผยแพร่เนื้อหาที่เหมาะสมกับคีย์เวิร์ดที่มีอยู่

โดยที่คุณจะต้องสร้างเนื้อหาคุณภาพสูง รวมถึงยังได้รับการปรับแต่งสำหรับ SEO เพื่อทำให้คอนเทนท์ที่เผยแพร่ออกไปมีประสิทธิภาพที่มากที่สุด

1 เขียนเนื้อหาที่ยาวและครอบคลุม

ในอดีตการเผยแพร่โพสต์บล็อกสั้นๆ ใช้จำนวนคำราว 500 คำ แต่มันก็ส่งผลดีสำหรับการทำ SEO

แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไป!!!

จากการศึกษาพบว่าความเป็นจริง  วิธีทำ คอนเทนต์คุณภาพและมีความยาวมักมีโอกาสติดอันดับต้นๆของการค้นหาบน Google

15average-content-word-count-of-the-10-results-is-evenly-distributed

อย่างที่คุณเห็นในกราฟ จำนวนคำมีผลต่อการติดอันดับการค้าหาบนกูเกิ้ล

แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทำบทความที่มีความยาวถึง 3,000 คำ

แต่สิ่งที่จะต้องทำคือการทำบทความที่ครอบคลุมทุกข้อมูลในบทความเดียว

ตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับ ”คู่มือปรับแต่ง seo มือถือ” บทความนี้

16backlinko-mobile-seo-guide-2021

เขียนโพสต์ด้วยบทความ “5 เคล็ดลับในการปรับแต่งเว็บไซต์บนมือถือ

17mobile-seo-guide-contents

เนื่องจากเนื้อหาได้ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับ Mobile SEO มันจึงติดอันดับ 2 ใน Google

18google-serp-mobile-seo

2 สร้างเนื้อหาที่มีภาพและข้อมูลที่สำคัญ

เนื้อหาที่มีภาพสามารถเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม ในการเพิ่มการแชร์บนโซเชียลมีเดียและมีโอกาสที่จะได้รับแบล็คลิงก์ที่มีคุณภาพ

ตัวอย่างเช่น Digitaloft เป็นเอเจนซี่ด้าน SEO และการประชาสัมพันธ์ดิจิทัลในอังกฤษ

เมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกเขาได้รับการติดต่อจากบริษัทที่เปิดตัวแพลตฟอร์มสุดเจ๋งที่ช่วยนักช้อปด้านความงาม

แต่ปัญหาคือ ?

ลูกค้ามักไม่ได้รับลิงก์สำหรับการซื้อสินค้า ทำให้พลาดโอกาสในการเพิ่มมูลค่า SEO

เพื่อแก้ปัญหานี้ Digitaloft จึงได้พัฒนาการออกแบบให้มีการเปรียบเทียบแบรนด์ความงามระดับโลกต่างๆ โดยอิงจากแนวโน้มการค้นหา การติดตามบนโซเชียล

19cosmetify the cosmetify index

ทั้งการออกแบบและกราฟฟิก ที่มีความน่าสนใจ ไม่เพียงแค่ดึงดูดผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังส่งถึงการแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียอื่นๆอีกด้วย

SEO Campaign ที่พวกเขาสร้างขึ้น ได้สร้างการแชร์บนโซเชียลมีเดียมากกว่า 1,000 ครั้ง

20the cosmetify index social shares

ทำให้พวกเขาได้รับแบล็คลิงก์จากโดเมนอื่นๆมากกว่า 200 แห่ง

21the cosmetify index referring domains

การแชร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มการเข้าชมเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

22cosmetify organic traffic

บวกกับการอัพเดทภาพใหม่ๆตลอดทุกปี ทำให้มีโอกาสผู้ซื้อคลิกเข้ามาซื้อสินค้า รวมถึงการแชร์ต่อไปเรื่อยๆบนโซเชียลมีเดีย และทำให้ได้รับแบล็คลิงก์ที่มีคุณภาพกลับมาจำนวนมากด้วยนั่นเอง

3. เผยแพร่เนื้อหาแบบ “เชื่อถือได้” (Authoritative)

เมื่อไม่กี่ปีก่อน BuzzSumo ได้ทำการวิเคราะห์บทความจำนวน 100 ล้านบทความ

และพวกเขาค้นพบสิ่งที่น่าสนใจอยู่สองอย่าง:

อย่างแรก คือ เนื้อหาส่วนใหญ่แทบไม่ได้รับลิงก์หรือการแชร์บนโซเชียลมีเดียเลย

อย่างที่สอง คือ เนื้อหาที่ “เชื่อถือได้” มักจะได้รับลิงก์มากมาย

แล้วเนื้อหาแบบ “เชื่อถือได้” คืออะไร?

มันคือเนื้อหาที่:

เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

ไม่ใช่แค่การคัดลอกข้อมูลมาพูดซ้ำ

มีสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

ขออธิบายให้เห็นภาพด้วยตัวอย่าง…

ในปี 2019 ผมสังเกตว่า การค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่บทความที่พูดถึงการค้นหาด้วยเสียงในตอนนั้น ส่วนมากก็มักจะพูดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ

ดังนั้นผมจึงตัดสินใจสร้างเนื้อหาที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับ SEO สำหรับ Voice Search ขึ้นมาเอง

backlinko-voice-search-seo-study

และเนื่องจากเนื้อหานั้นมีข้อมูลต้นฉบับจำนวนมาก (แถมยังเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในสาขานั้น) จึงสามารถสร้างลิงก์ย้อนกลับ (backlinks) ได้มากถึง 3,700 ลิงก์จนถึงปัจจุบัน

voice-search-seo-study-backlinks

และยังดึงดูดทราฟฟิกจำนวนมหาศาลอีกด้วย

voice-search-study-traffic

ขั้นตอนที่ 3: การปรับแต่งภายในเว็บไซต์ (On-Site Optimization)

ตอนนี้คุณได้สร้างเนื้อหาคุณภาพสูงเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาสู่ขั้นตอนต่อไปของแคมเปญ SEO: การปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสม

ตามที่คุณอาจทราบดีอยู่แล้ว การทำ SEO มีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และในขั้นตอนนี้ ผมจะสอนคุณว่าควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ถูกต้องในปี 2025

1. URL ที่สั้นและมีคีย์เวิร์ด

เมื่อพูดถึง SEO บนหน้าเว็บไซต์ (On-Page SEO) หลายคนมักมองข้ามเรื่องของ URL

แต่ความจริงแล้ว URL ของคุณนั้นมีความสำคัญมากทีเดียว

short-urls-tend-to-outrank-long-urls

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณควรทำให้ URL ของคุณ สั้น และ มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้น

ตัวอย่างเช่น บทความนี้จากเว็บไซต์ของผมที่พูดถึงเรื่อง การเขียนข้อความเพื่อ SEO (SEO Copywriting)

backlinko-seo-copywriting

อย่างที่คุณเห็น URL นี้มีเพียงแค่สองคำ… และยังมีคีย์เวิร์ดหลักของผมอยู่ในนั้นด้วย

seo-copywriting-post-url

2. วางคีย์เวิร์ดไว้ด้านหน้าของหัวเรื่อง (“Frontload” Your Target Keyword)

เมื่อเป็นไปได้ ควรใส่คีย์เวิร์ดของคุณไว้ตอนต้นของแท็กหัวเรื่อง (title tag)

(ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น? เพราะว่าเครื่องมือค้นหาจะให้ความสำคัญกับคำที่ปรากฏอยู่ช่วงต้นของหัวเรื่องเมตา (meta title) มากกว่าคำที่อยู่ท้ายประโยค)

ย้อนกลับไปดูบทความของผมเรื่อง การเขียนเพื่อ SEO (SEO Copywriting) คุณจะเห็นว่าผมใส่คีย์เวิร์ดนั้นไว้ตอนต้นของแท็กหัวเรื่องเลย

seo-copywriting-keyword-in-title-tag

(ในความเป็นจริง แท็กหัวเรื่องของผมเริ่มต้นด้วยคำนั้นเลย)

3. ใช้คีย์เวิร์ดใน 150 คำแรกของเนื้อหา

ขั้นตอนต่อไปคือการใช้คีย์เวิร์ดหลักของคุณภายใน 150 คำแรก ของเนื้อหา

ทำไมถึงต้องทำแบบนี้?

เพราะเมื่อ Google เห็นคีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ช่วงต้นของ HTML ในหน้าเว็บ มันจะช่วยบอก Google ว่า คำๆนั้นมีความสำคัญ

ตัวอย่างเช่น คุณจะเห็นว่าผมใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายของผมภายใน 20 คำแรก ของบทความนี้เลย

seo-tips-keyword-in-intro

4. ลิงก์ภายใน (Internal Link)

ตอนนี้ถึงเวลาที่จะใช้ลิงก์ภายในแล้ว

โดยเฉพาะคุณควรทำสิ่งต่อไปนี้

สร้างลิงก์จากบทความใหม่ของคุณไปยังหน้าหรือบทความอื่นๆ บนเว็บไซต์ของคุณ

สร้างลิงก์จากหน้าหรือบทความอื่นๆ ไปยังเนื้อหาใหม่ของคุณ

ลิงก์ภายในเหล่านี้จะช่วยให้ Google ค้นหาและจัดทำดัชนี (index) หน้าเว็บทั้งหมดของคุณได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายอำนาจของลิงก์ (link authority) ไปทั่วทั้งเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้ทุกหน้าของคุณมีโอกาสจัดอันดับที่ดีขึ้นในผลการค้นหา

strategically-internal-link

ตัวอย่างเช่น ลองมาดูบทความนี้จากเว็บไซต์ของผม

backlinko-increase-website-traffic

อย่างที่คุณเห็น, ผมได้ใส่ลิงก์ภายในที่ชี้ไปยังหน้าต่างๆบนเว็บไซต์ของผม

increase-website-traffic-internal-links

และผมก็ได้สร้างลิงก์จากหน้าต่างๆ ไปยังบทความนั้นด้วย

youtube-traffic-internal-links

5. ใช้คำพ้องความหมาย (Synonyms)

สุดท้าย, ควรใช้คำพ้องความหมายของคีย์เวิร์ดหลักในหน้าเว็บของคุณ

สิ่งนี้ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ลองมาดูบทความของผม: 19 เทคนิค SEO ใหม่

backlinko-seo-techniques-2024

คีย์เวิร์ดหลักของผมสำหรับหน้านี้คือ “SEO Techniques”

ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่าได้ปรับแต่งเนื้อหาของผมโดยใช้ 4 เคล็ดลับที่ผมได้แสดงให้คุณเห็นไปแล้ว

แต่ผมก็ยังใส่คำพ้องความหมายของ “SEO Techniques” อย่างเช่น “search engine optimization strategies” ลงไปด้วย

seo-techniques-search-engine-optimization-strategies-keyword-in-post

ขั้นตอนที่ 4: สร้างลิงก์ย้อนกลับ (Backlinks)

แคมเปญ SEO จะไม่สมบูรณ์หากขาด SEO นอกหน้า (off-page SEO) ซึ่งในกรณีนี้คือการสร้างลิงก์

เนื่องจากลิงก์ยังคงเป็นส่วนสำคัญของอัลกอริธึมการจัดอันดับของ Google

ahrefs-domain-rating-correlates-with-higher-first-page-google-rankings

และในขั้นตอนนี้ ผมจะแสดงให้คุณเห็นวิธีการสร้างลิงก์ย้อนกลับคุณภาพสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำ SEO ของคุณ

1. การเข้าถึงผ่านอีเมล (Email Outreach)

หากคุณต้องการลิงก์ย้อนกลับไปยังเว็บไซต์ของคุณ, คุณจะต้องใช้วิธีการเข้าถึงคนอื่น (outreach) เพื่อทำเช่นนั้น

(อย่างน้อยในช่วงแรก)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง: เมื่อคุณโปรโมตเนื้อหาของคุณไปยังคนที่มีอำนาจในการแชร์, คุณสามารถได้รับลิงก์ที่แท้จริงจากเว็บไซต์ที่มีอำนาจ

ตัวอย่างเช่น…

Mike Bonadio ดำเนินการเอเจนซี่การตลาดดิจิทัลในนิวยอร์ก

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกค้าคนหนึ่งของเขาขอให้เขาช่วยปรับปรุง SEO ของเว็บไซต์

ปัญหาคือ:

ลูกค้าของเขาอยู่ในอุตสาหกรรมที่น่าเบื่อที่สุดที่สามารถจินตนาการได้: การควบคุมศัตรูพืช

ซึ่งหมายความว่า รูปแบบเนื้อหาทั่วไป (เช่น บทความบล็อก) จึงไม่เหมาะสม

แทนที่จะใช้รูปแบบเหล่านั้น, Mike จึงตัดสินใจสร้างเนื้อหาภาพ: DIY Pest Control for the Savvy Gardener (การควบคุมศัตรูพืชด้วยตัวเองสำหรับชาวสวนที่ชาญฉลาด)

diy-pest-control-infographic

ไมค์ไม่ได้แค่เผยแพร่ข้อมูลกราฟิกของเขาและหวังว่าจะดีเอง

แทนที่เขาทำ, เขาได้โปรโมตมันอย่างตั้งใจด้วยการเข้าถึงผ่านอีเมล:

mike-outreach-and-reply-email

เพราะไมค์ไม่ได้ดื้อรั้นหรือส่งสแปม, แคมเปญของเขาจึงทำให้เขาได้รับลิงก์ย้อนกลับจาก Lifehacker…

lifehacker-mike-bonadio-backlink

…และจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ชื่อดังในเมนที่ชื่อ The Bangor Daily News:

bangordailynews-mike-bonadio-backlink

2. การเขียนบทความรับเชิญ (Guest Posting)

การเขียนบทความรับเชิญไม่ทำงานได้ดีเหมือนเมื่อก่อน

อย่างไรก็ตาม, มันยังคงเป็นกลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่ดีอยู่

(เมื่อทำถูกวิธี)

โดยเฉพาะ, เพื่อให้ได้ผลสูงสุดจากการเขียนบล็อกรับเชิญ, ควรทำตามกฎง่ายๆ สองข้อนี้:

กฎที่ 1: อย่าใช้ข้อความลิงก์ตรง (exact match anchor text)

Google ไม่ต้องการให้ลิงก์ในบทความรับเชิญของคุณใช้ข้อความลิงก์ตรง เช่นแบบนี้:

exact-match-guest-post

แทนที่นั้น, ควรใช้ข้อความลิงก์ที่เกี่ยวกับแบรนด์ เช่นแบบนี้:

branded-anchor-text

กฎที่ 2: เขียนบทความรับเชิญในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

หากเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวกับกาแฟ, อย่าไปเขียนบทความรับเชิญในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล

(แม้ว่าคุณจะหาวิธีทำให้มันทำงานได้)

ทำไม? การเขียนบทความรับเชิญในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกลงโทษได้

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของผมเกี่ยวกับ SEO

ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่าได้เขียนบทความรับเชิญในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ SEO หรือหัวข้อที่ใกล้เคียง เช่น สื่อสังคมออนไลน์, บล็อก, และการตลาดเนื้อหา

3. คัดลอกลิงก์ของคู่แข่ง (Reverse Engineering)

Reverse engineering เป็นกลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่ใช้ได้ผลดี

สิ่งที่คุณต้องทำคือใช้เครื่องมืออย่าง Semrush เพื่อค้นหาลิงก์ที่เข้าเว็บไซต์ของคู่แข่ง

backlink-gap-backlinko-results

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของผมมีลิงก์จากหน้านี้:

singlegrain-digital-marketing-trends

และสมมติว่าคุณเป็นหนึ่งในคู่แข่งของผม

คุณมีเทรนด์การตลาดดิจิทัลในเว็บไซต์ของคุณที่ควรจะอยู่ในรายการนี้ไหม? คุณสามารถหามันได้หรือไม่?

ถ้าใช่, คุณก็มีโอกาสดีที่จะได้รับลิงก์จากหน้านั้นด้วย

ขั้นตอนที่ 5: ติดตามผล SEO ของคุณ

ขั้นตอนสุดท้ายคือการดูว่าแคมเปญ SEO ของคุณกำลังทำงานได้ดีแค่ไหน

เพื่อทำเช่นนั้น, เราจะใช้เครื่องมือ SEO ที่ยอดเยี่ยม (ฟรี) 2 ตัว: Google Analytics และ Google Search Console

มาดูกันเลย

1. ติดตามการเข้าชมแบบออร์แกนิกด้วย Google Analytics

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า SEO กำลังทำงานหรือไม่?

คำตอบของผมคือ: ตรวจสอบการเข้าชมแบบออร์แกนิกใน Google Analytics

ga4-acquisitions-trafic-acquisition

หากมันเพิ่มขึ้น, แสดงว่าคุณกำลังอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

ถ้ามันลดลง? แสดงว่าคุณอาจต้องเปลี่ยนวิธีการ

หมายเหตุ: ผลลัพธ์จาก SEO จะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ขึ้นอยู่กับกลุ่มตลาด, อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม, หากคุณทำตามขั้นตอนข้างต้น, คุณควรจะเห็นการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์

2. ติดตามอันดับคีย์เวิร์ดด้วย Google Search Console

Google Analytics ให้ภาพรวมระดับสูงของการเปลี่ยนแปลงการเข้าชมจากเครื่องมือค้นหาของคุณตามเวลา

แต่หากคุณต้องการเจาะลึกมากขึ้น, ลองใช้ Google Search Console

เหมือนกับ Google Analytics, Google Search Console จะบอกคุณว่ามีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณจาก Google กี่คน:

google-search-console-backlinko-performance

แต่มันยังบอกคุณถึงคีย์เวิร์ดที่ผู้คนใช้ในการค้นหาเว็บไซต์ของคุณอย่างแม่นยำด้วย…

google-search-console-exact-keywords

…และหน้าเว็บที่นำการเข้าชมแบบออร์แกนิกเข้ามามากที่สุด:

google-search-console-pages-with-most-organic-traffic

ขั้นตอนที่ 6: กำจัด “Zombie Pages”

“Zombie Pages” คือหน้าเว็บในเว็บไซต์ของคุณที่ไม่มีคุณค่า

พูดอีกอย่างคือ, พวกมันคือหน้าที่ไม่สามารถนำการเข้าชมหรือยอดขายมาได้

และเมื่อทำอย่างระมัดระวัง, การลบ Zombie Pages สามารถช่วยปรับปรุงอันดับ Google ของเว็บไซต์คุณได้

(ทำไม? การอัปเดตของ Google เช่น Panda หมายความว่า Google จะลงโทษเว็บไซต์ที่มีหน้าคุณภาพต่ำมาก)

ตัวอย่างเช่น Sean Falconer เป็นผู้อ่านของ Backlinko ที่ต้องการปรับปรุง SEO ของเว็บไซต์ของเขา

และสิ่งแรกที่เขาทำคือการลบหน้าเว็บมากกว่า 10,000 หน้าออกจากเว็บไซต์ของเขา

การลบหน้าเว็บเหล่านั้นกว่า 10,000 หน้าเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้เขาปรับปรุงการเข้าชมแบบออร์แกนิกของเว็บไซต์ได้มากถึงเกือบ 90%

sean-falconer-organic-traffic

Sean ไม่ได้อยู่คนเดียว…

บล็อกเกอร์ James Pearson เพิ่งลบโพสต์บล็อกหลายร้อยโพสต์ออกจากเว็บไซต์ของเขา… และการเข้าชมแบบออร์แกนิกของเขาเพิ่มขึ้น 30%


james-pearson-huffington-post

ขั้นตอนที่ 7: ปรับแต่งสำหรับ RankBrain

อัลกอริธึม AI ที่ชื่อว่า RankBrain ตอนนี้เป็นส่วนสำคัญของอัลกอริธึมการค้นหาของ Google ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

rank-brain-article

แล้วคุณจะปรับแต่งเนื้อหาของคุณให้เหมาะสมกับอัลกอริธึม RankBrain ของ Google ได้อย่างไร?

ให้ปรับแต่งเพื่อ “เจตนาของผู้ใช้”.

Google ใช้ RankBrain เพื่อกำหนดว่าผู้ค้นหาพอใจกับผลลัพธ์การค้นหาหรือไม่

หากผู้ค้นหาชอบหน้าเว็บเฉพาะใน SERP (หน้าผลลัพธ์การค้นหา), Google จะให้คะแนนหน้าเว็บนั้นเพิ่มขึ้น

pogo-stick-effect-up

ถ้าไม่, พวกเขาจะลดอันดับลงมาเล็กน้อย

pogo-stick-effect-down

นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่หน้าของคุณต้องตอบสนอง “เจตนาของผู้ใช้”.

พูดอีกอย่างคือ:

เนื้อหาของคุณให้สิ่งที่ผู้ค้นหากำลังมองหาหรือไม่?

ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้, ผมต้องการทำให้คำค้นหา “SEO tools” ขึ้นอันดับ

แต่ก่อนที่ผมจะเขียนเนื้อหาสักคำ, ผมถามตัวเองว่า: “คนที่ค้นหาคำว่า ‘SEO tools’ ต้องการอะไรจริงๆ?”

และผมก็พบคำตอบว่า: รายชื่อเครื่องมือ SEO ที่ดีที่สุดในตลาด

ดังนั้นผมจึงสร้างโพสต์ที่ได้รับการปรับแต่งตามเจตนาของผู้ใช้: 41 เครื่องมือ SEO ที่ดีที่สุด (ฟรีและเสียเงิน)

backlinko-best-free-seo-tools

เนื่องจากหน้าดังกล่าวได้รับการปรับแต่งตาม เจตนาของผู้ใช้, มันจึงติดอันดับ 5 อันดับแรกสำหรับคำค้นหาหลักของผม:

google-serp-seo-tools