แนวทาง URL ที่เหมาะสมกับการทำ SEO มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ?

URL ที่เหมาะสมกับการทำ SEO

URL ที่เหมาะสมกับการทำ SEO คืออะไร ?

คือ URL ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ และช่วยให้เครื่องมือค้นหา (search engines) เข้าใจว่าเว็บเพจนั้นเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะต้องสั้น กระชับ และจะต้องมี คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

ทำไม URL ถึงมีความสำคัญสำหรับ SEO

นอกเหนือจากแท็กชื่อเรื่อง ข้อความที่มีลิงก์เชื่อมโยง และเนื้อหาของหน้าเว็บแล้ว เสิร์ชเอ็นจิ้นยังใช้ URL ของหน้าเว็บเพื่อทำความเข้าใจว่าเนื้อหาของคุณเกี่ยวกับอะไร

image 6

จริงๆ แล้ว, URL มีความสำคัญมากถึงขนาดที่คู่มือเริ่มต้น SEO ของ Google ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้

image 7

วิธีที่ดีที่สุด มีดังนี้

การใช้คีย์เวิร์ด

URL ของคุณควรมีคำสำคัญ หรือ คีย์เวิร์ด ที่คุณต้องการให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับ

(ควรจะเป็นคีย์เวิร์ดหลักเท่านั้น) เพราะเมื่อใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไป Google จะได้รู้ว่าหน้านี้มีเนื้อหาที่ต้องการสื่อถึงอะไร

image 8

จริงๆ แล้ว, Google เองก็ระบุว่า

google-logo-square

URL ที่มีคำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ของคุณจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเพิ่มมากขึ้นและตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น นี่คือลิงก์บทความที่รวบรวมเครื่องมือ SEO กว่า 150 ตัว

Backlinko – SEO Tools Post

คีย์เวิร์ดเป้าหมายคือคำว่า “Seo Tools” และคุณจะเห็นว่า มีคำนี้อยู่ในนั้นด้วย

seoguru.one/seo-tools/seo-tools/

การใช้ – (ขีดกลาง) คั่นระหว่างคำ

คุณสามารถใช้ – คั่นระหว่างคำใน URL ได้ ตัวอย่างเช่น URL นี้

https://backlinko.com/seo-site-audit

เราจะใช้ – ระหว่าง 3 คำ คือ “SEO”, “site” และ “audit

Use hyphens as word separators in your URL

การใช้ (-) ระหว่างคำจะทำให้ Google เข้าใจความหมายของคำชัดมากขึ้น แต่จะยากสำหรับผู้ค้นหา การใช้ (-) ใน URL เป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์มากขึ้น

นั่นเป็นเหตุผลที่ Google แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมาย ( _ ) ใน URL ของคุณ และแนะนำให้ใช้ (-) แทน

Google says to use hyphens instead of underscores in URLs

URL ที่สั้น

ลิงก์จะต้องสั้นและกระชับ เพราะ URL ที่ยาวเกินไปจะทำให้ Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ สับสน

ตัวอย่างเช่น URL นี้มีข้อมูลที่ไม่จำเป็นเยอะมาก ทำให้ยาวเกินไป

Bad URL example

จริงๆแล้วหน้านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Baseball แต่ในลิงก์มีคำที่เกี่ยวข้องกับ redirect… และ default

Long and confusing URL

เปรียบเทียบ URL ด้านบน และ ด่านล่าง จะเห็นว่าสั้นกว่ามาก

Good URL example

เพราะ URL นี้สั้นมาก Google จึงสามารถระบุหัวข้อของหน้าเว็บได้ง่าย

Short URLs make topics clearer

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม URL มีผลต่อการจัดอันดับของ Google

Shorter URLs and higher Google rankings are strongly correlated

URL สั้นๆ ไม่เพียงแต่ทำให้อันดับเว็บดีขึ้นเท่านั้น แต่การที่ URL ในเว็บไซต์สั้นทุกหน้า จะทำให้ Google เข้าใจเนื้อหาทุกหน้าของเว็บได้ง่ายๆ

Shorter URLs help Google crawl all of your pages

การศึกษาของ Brafton พบความสัมพันธ์ระหว่าง URL สั้น ๆ กับการนำไปแชร์บนโซเชียลมีเดีย

Short URLs are correlated with more social shares

การดึงดูดให้น่าคลิกและแชร์

อัตราการคลิกแบบออร์แกนิก (Organic Click-Through-Rate) เป็นปัจจัยสำคัญมากในการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาในปัจจุบัน และ URL ของคุณเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจว่าผู้คนจะคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาหรือไม่

Enticing URL

สุดท้ายแล้ว URL ของเว็บไซต์ จะทำให้คนที่ค้นหารู้ว่าเกี่ยวกับอะไร แต่ถ้าหากว่า URL ขึ้นแบบนี้ ผู้ใช้งานจะไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวกับอะไร

Confusing URL

ซึ่งจะทำให้โอกาสที่จะคลิกลิงก์น้อยลงมาก ซึ่งมันไม่ได้ปรากฎขึ้นในผลการค้นหาเท่านั้น ซึ่ง URL แบบนี้ มีโอกาสที่จะถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียได้น้อยด้วย

Ugly URLs are less likely to get shared

หากคุณใช้ คีย์เวิร์ดหลักอยู่ใน URL แค่เพียงคำสั้นๆและกระชับ จะสามารถสร้าง Organic Click ได้เยอะกว่า

ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กทั้งหมด

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบันมองตัวอักษรเล็กและใหญ่เหมือนกัน ไม่ได้ให้ความแตกต่างกัน

แต่บางทีก็ไม่เป็นแบบนั้น

ตัวอย่างเช่น บางเซิร์ฟเวอร์จะถือว่า URL เหล่านี้แตกต่างกัน

Use lowercase for URLs

งนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรใช้ตัวอักษรเล็กทั้งหมดใน URL จะดีกว่า

หลีกเลี่ยงการใช้วันที่

ในอดีต CMS (เช่น WordPress) ใส่ข้อมูลวันที่อัตโนมัติลงใน URL

WordPress – Date in permalink

จนในปี 2020 เริ่มมีน้อยลง แต่ก็ยังเห็นมีคนใส่วันที่ลงใน URL ของตัวเองอยู่ ซึ่งเป็นวิธีที่แย่มาก

มีเหตุผล 2 อย่าง เกี่ยวกับกรณีนี้

สิ่งแรกคือ ทำให้ URL ยาวขึ้น

ตัวอย่าง URL นี้จะประกอบด้วยคีย์เวิร์ด และ วันที่

Dates Make URLs Longer Visual

รวมแล้ว URL นี้มีตัวอักษรทั้งหมด 43 ตัว

แต่เมื่อไม่มีวันที่ จะเหลือยู่เพียง 32 ตัว

URL without date

มีความแตกต่างกันถึง 25.5 %

ข้อสองคือ การใส่วันที่ลงไปใน URL ทำให้การอัพเดทข้อมูลเป็นไปได้ยากมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณค้นหา แอป iPhone ที่ดีที่สุดในปี 2019

URL relevance

และในเดือน มกราคม 2020 คุณต้องการไปอัพเดทเนื้อหานี้ แต่ URL ยังคงเป็น 2019

Confusing URL when updated

ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา URL นั้นจะไม่มีความชัดเจน

คุณสามารถใช้การรีไดเรกต์ 301 ไปยัง URL ใหม่ได้ แต่การทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อคุณอัปเดตเนื้อหามันจะค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลา แทนที่จะทำให้มันยุ่งยากแบบนั้น การไม่ใส่ วันที่ใน URL จะเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า

ช่วยเหลือเกี่ยวกับการนำทาง

โฟลเดอร์ย่อยของ URL ที่มีการจัดระเบียบอย่างดีจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายว่าผู้ใช้กำลังอยู่ที่ไหนบนเว็บไซต์ของคุณ

พวกมันยังช่วยให้เครื่องมือค้นหาจัดระเบียบหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์คุณให้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจนอีกด้วย

แท้จริงแล้ว Google กล่าวไว้ว่า

google-logo-square

การนำทางของเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้เยี่ยมชมสามารถหาสิ่งที่พวกเขาต้องการได้อย่างรวดเร็ว มันยังช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาที่ผู้ดูแลเว็บไซต์คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกด้วย

ตัวอย่างจากภาพด้านล่าง มีการเผยแพร่ The YouTube Marketing Hub

YouTube Marketing Hub – Homepage

ประกอบด้วย 32 หน้า แบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่ต่าง ๆ

YouTube Marketing Hub – Content

และเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ (และ Google) เข้าใจหน้าเหล่านี้ทั้งหมดได้ง่ายขึ้น จึงใช้โครงสร้าง URL ที่มีการจัดระเบียบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง URL ที่มีคำว่า “/hub” จะทำให้ผู้คนรู้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในข้อมูลนั้น

https://backlinko.com/hub/youtube

คำหรือที่อยู่หลังจาก “/hub” จะบอกพวกเขาว่ากำลังอยู่ในหน้าที่เฉพาะภายในข้อมูลนั้น

https://backlinko.com/hub/youtube/create-channel

ที่กล่าวมาคือ คุณไม่จำเป็นต้องใช้โฟลเดอร์หลาย ๆ ตัว จริง ๆ แล้วการใช้โฟลเดอร์เยอะเกินไปทำให้การนำทางของคุณซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่ทำให้ง่ายขึ้นเลย

ตัวอย่างเช่น ลองมาดูเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใช้แนวทางที่ชาญฉลาดในการจัดการ URL และการนำทางในเว็บไซต์ PetSmart

PetSmart homepage

PetSmart.com ใช้ สัตว์เลี้ยง > หมวดหมู่ > หมวดหมู่ย่อย > ผลิภัณฑ์ > ผลิตภัณฑ์” เพื่อจัดระเบียบหน้าต่างๆ กว่า 85,000 หน้า

ใช้ HTTPS

เนื่องจากว่า HTTP หรือ HTTPS เป็นส่วนหนึ่งของ URL ของคุณ เราจึงได้กล่าวถึงหัวข้อนี้ขึ้นมา

HTTPS คือมาตรฐานใหม่ ดังนั้นหากเว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้ใช้จะไม่มีความปลอดภัย ดังนั้นจึงแนะนำว่าต้องใช้

Half of the web uses HTTPS

นอกจากนี้ Google ยังกล่าวว่าเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS จะมีข้อได้เปรียบในการจัดอันดับ

HTTPS sites have a ranking advantage

อย่าใช้ชื่อบล็อก

ในสมัยก่อน WordPress สามารถสร้าง URL โดยอัตโนมัติจากชื่อของโพสต์บล็อกได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้มีความยาวเกินไป

ตัวอย่าง

"The Definitive Guide to Guest Blogging" post – Old version

ทำไมมันถึงเกิดปัญหาขึ้น

สิ่งแรกคือ มันจะทำให้ URL ของคุณยาวเกินไป

อย่างที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจะทำได้ยากขึ้น

ตัวอย่าง

Guest Blogging Guide – Look again

สมมติว่า อยากจะเปลี่ยนเนื้อหาเป็น case study ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน URL นั้นจะล้าสมัยทันที

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ควรจะใช้ แค่คียเวิร์ดหลัก และคำอื่นได้อีกไม่เกิน 2 คำ ใน URL

ตัวอย่างบทความเกี่ยวกับ “คู่มือเกี่ยวกับการเรียนรู้ SEO”

Backlinko – Learn SEO Fast Guide

อาจจะใช้แค่คำว่า การเรียนรู้ Seo สั้นๆก็ได้

แต่ถ้าอยกาทำให้ URL ดึงดูดให้เกิดการคลิกมากขึ้น เช่น คิดว่าผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับ Seo ต้องการทางลัดที่รวดเร็ว ให้ใส่คำว่า การเรียนรู้ Seo วิธีลัด ก็ได้

ไม่มีสิ่งกระตุ้น

พารามิเตอร์ URL แบบไดนามิก (เช่น การติดตาม UTM) ก็มีความจำเป็นในบางกรณี

หากพิจารณาจากมุมมองของการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหา (SEO) การใช้ URL ที่มีพารามิเตอร์ไดนามิก (เช่น UTM) อาจทำให้เกิดปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง URL แบบไดนามิกอาจทำให้ SEO ของคุณได้รับผลกระทบ ด้วยสาเหตุดังนี้

  • การใส่วันที่หรือคำที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปใน URL จะทำให้ URL ยาวขึ้น
  • ถ้า Index แล้ว อาจะเกิดปัญหาเนื้อหาคอนเท้นต์ที่ซ้ำได้
  • URL แบบไดนามิกดูไม่สวยและทำให้ผู้ใช้สับสน… ซึ่งอาจส่งผลเสียต่ออัตราการคลิกแบบออร์แกนิก
Dynamic URLS are ugly and confusing to users
  • URL แบบไดนามิกมักจะยาวเกินไปจนทำให้ถูกตัดในผลการค้นหา ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี
Dynamic URLs are long and get cut off in the search results

โฟลเดอร์ย่อย > ซับโดเมน

ใช้โฟลเดอร์ย่อยใน URL จะช่วยให้เว็บไซต์มีความเหมาะสมกับ SEO มากกว่าการใช้ซับโดเมน

Google อาจถือว่าซับโดเมนเป็นเว็บไซต์ที่แยกต่างหากจากโดเมนหลัก ซึ่งอาจทำให้การจัดอันดับ SEO ของซับโดเมนไม่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์หลัก ทำให้ผลลัพธ์ในเครื่องมือค้นหาอาจไม่ดีเท่าที่ควร

Subdomains can confuse Google

แต่เมื่อคุณย้ายส่วนของเว็บไซต์นั้นไปที่โฟลเดอร์ย่อย Google จะรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์หลักของคุณ

Subfolders are identifiable as website sections

นี่คือตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อย้ายเนื้อหาต่างๆ จากซับโดเมนไปยังโฟลเดอร์ย่อย

Moving site from a subdomain to a subfolder

เรียนรู้เพิ่มเติม

ออกแบบ URL ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย : โดย Google ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ URL ที่ดีที่สุด แต่มีการสังเกตว่าบางครั้ง Google เองอาจไม่ได้ทำตามคำแนะนำเหล่านั้น

มีความขัดแย้งกัน ระหว่างแนวทาง SEO และวิธีการที่ Google จัดอันดับซับโดเมน (subdomains) และซับไดเรกทอรี (subdirectories) ในผลการค้นหา : มีประเด็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการใช้ ซับโดเมน (subdomains) กับ ซับโฟลเดอร์ (subfolders) ในการจัดโครงสร้าง URL หรือเว็บไซต์

แต่จากประสบการณ์แล้ว Seo Guru แนะนำให้ใช้ ซับโฟลเดอร์ (subfolders) แทนการใช้ซับโดเมน

Clickbait มีที่อยู่ใหม่ : ศึกษาว่า URL (โครงสร้างของลิงก์) มีผลกระทบต่อ CTR (อัตราการคลิก) มากแค่ไหน

หากต้องการติดต่อทำ SEO สามารถติดต่อได้ ทาง LINE SEO GURU ฟรี

แนวทางออกแบบ URL ให้เหมาะกับ UX และ Core Web Vitals ยุคใหม่

ช่วงหลัง Google ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ใช้งาน” หรือ UX มากขึ้น URL จึงไม่ได้มีผลแค่ต่อการจัดอันดับ แต่ยังมีผลต่อความรู้สึกของคนที่เข้ามาใช้งานด้วย URL ที่อ่านง่าย บอกตำแหน่งชัดเจน จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจทันทีว่ากำลังกดไปหน้าอะไร ลดโอกาสกดผิดหน้าและกดปิดเว็บเร็ว ซึ่งส่งผล間ทางอ้อมต่อ Core Web Vitals เช่น Bounce Rate และ Time on Page

ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นเว็บสายคอนเทนต์ การให้โครงสร้าง URL เป็น /blog/seo-url-guide จะช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google รู้ว่าอยู่ในส่วนบทความของเว็บ ไม่ใช่หน้า Landing Page หรือหน้าสินค้า นอกจากนี้ การมีโครงสร้าง path ที่สอดคล้องกับ breadcrumb บนหน้าเว็บ เช่น หน้าหลัก > ความรู้ SEO > แนวทางตั้งค่า URL ยิ่งทำให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บง่ายขึ้น และดึงไปแสดงในผลการค้นหาได้สวยขึ้นด้วย

อีกประเด็นคือ URL บนมือถือ ปัจจุบันผู้ใช้ส่วนใหญ่ค้นหาผ่านสมาร์ตโฟน ถ้า URL ยาวมาก จนแสดงไม่ครบใน SERP หรือมีตัวอักษรแปลกๆ เต็มไปหมด โอกาสคลิกจะลดลงทันที ดังนั้นเวลาวางโครงสร้าง URL ควรทดสอบการแสดงผลทั้งบน desktop และ mobile เสมอ ไม่ใช่ดูแค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว

การจัดการ URL เมื่อต้องรีดีไซน์เว็บหรือเปลี่ยนโครงสร้าง

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ “ตอนเปลี่ยนเว็บใหม่” หลายแบรนด์รีดีไซน์เว็บให้สวยขึ้น แต่ลืมวางแผนเรื่อง URL ทำให้ลิงก์เดิมหายหมด กลายเป็น 404 ซึ่งส่งผลเสียมากทั้งกับผู้ใช้และ SEO

หลักการง่ายๆ คือ ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน URL ของหน้าเดิม ควรใช้ 301 Redirect จาก URL เก่าไปยัง URL ใหม่ทุกครั้ง เพื่อส่งต่อพลังของลิงก์ (link equity) และไม่ทำให้ผู้ใช้ที่เคย bookmark หรือลิงก์จากเว็บอื่นเจอหน้า error การทำ redirect map ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนปล่อยเว็บใหม่เสมอ โดยไล่ดูจากหน้า Top Page ที่มีทราฟฟิกและ Backlink เยอะๆ ก่อนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ การใช้ canonical tag ก็สำคัญในกรณีที่มี URL หลายแบบที่แสดงเนื้อหาเดียวกัน เช่น หน้า product ที่มีพารามิเตอร์ตัวกรอง ถ้าไม่กำหนด canonical ให้ชัดเจน Google อาจมองว่าเป็นเนื้อหาซ้ำกันเองในเว็บ ส่งผลให้การจัดอันดับกระจายตัวและไม่เต็มประสิทธิภาพ

URL กับ Local SEO และเว็บไซต์หลายภาษา

สำหรับธุรกิจที่ทำ Local SEO หรือมีหลายสาขา โครงสร้าง URL ที่ดีจะช่วยให้ Google เข้าใจพื้นที่ให้บริการได้ชัดเจนขึ้น เช่น แทนที่จะใช้ URL วุ่นวายอย่าง /service1?id=123 อาจออกแบบให้เป็น /bangkok/seo-service หรือ /chiangmai/seo-service จะช่วยให้ระบุ location ได้ชัดเจน ทั้งในมุมผู้ใช้และ Search Engine

ในกรณีเว็บไซต์หลายภาษา การออกแบบ URL ให้แยกภาษาชัดเจน เช่น /th/seo-url-guide และ /en/seo-url-guide จะช่วยให้จัดการ hreflang ได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่ Google สับสนเรื่องภาษา การใช้โฟลเดอร์ย่อยตามภาษา (แทนซับโดเมน) ยังช่วยให้รวมพลังโดเมนหลักไว้ที่เดียว ทำให้การทำ SEO ง่ายและเสถียรกว่าในระยะยาว

สรุปคือ URL ไม่ได้เป็นแค่ “ที่อยู่ของหน้าเว็บ” แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมระหว่าง UX, โครงสร้างข้อมูล และกลยุทธ์ SEO ทั้งหมด ยิ่งเว็บมีโครงสร้าง URL ที่คิดเผื่ออนาคต ตั้งแต่เรื่องมือถือ รีดีไซน์เว็บ ไปจนถึง Local และหลายภาษา การทำ SEO ระยะยาวก็จะง่ายขึ้นมาก และลดความเสี่ยงเวลาปรับเว็บในอนาคตได้เยอะเลย

บทสรุป แบบคนทำเว็บต้องรู้กันไปเลยสักที

URL ไม่ใช่แค่ที่อยู่ของหน้าเว็บ แต่มันคือ “สัญญาณสำคัญ” ที่บอกทั้งผู้ใช้และ Google ว่าหน้านั้นพูดเรื่องอะไร อยู่ตรงไหนในโครงสร้างเว็บไซต์ และน่าเชื่อถือแค่ไหน ตั้งแต่การใช้คีย์เวิร์ด การทำให้ URL สั้น กระชับ อ่านง่าย ไปจนถึงการใช้ HTTPS การจัดโฟลเดอร์ย่อย การหลีกเลี่ยงวันที่หรือพารามิเตอร์ยาวๆ ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Google เข้าใจเว็บง่ายขึ้น ผู้ใช้คลิกมากขึ้น และส่งผลดีกับอันดับในระยะยาว

ในยุคที่ Core Web Vitals, UX, Mobile Search และ Local SEO มีบทบาทมากขึ้น การออกแบบและบริหารจัดการ URL ให้ดีตั้งแต่แรก (รวมถึงตอนรีดีไซน์เว็บหรือทำหลายภาษา) จะช่วยประหยัดเวลาและลดความเจ็บปวดเรื่องอันดับหาย / 404 / เนื้อหาซ้ำ ได้เยอะมาก เว็บที่มีโครงสร้าง URL ดี คือเว็บที่พร้อมต่อยอด SEO ได้อีกหลายปี ไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า “เข้าใจหลักการนะ แต่ไม่มีเวลามานั่งไล่จัด URL ทั้งเว็บเอง” ตรงนี้แหละที่ SEOGURU ช่วยคุณได้ ทีมเราทำ SEO มามากกว่า 10 ปี ดูแลเว็บไซต์มานับพันโปรเจกต์ เราช่วยตั้งแต่

  • ตรวจเช็กโครงสร้าง URL ทั้งเว็บ หา URL ที่ยาว เกะกะ ซ้ำซ้อน
  • วางโครงสร้างใหม่ให้เหมาะกับ SEO และการใช้งานจริง (ทั้งบนมือถือและเดสก์ท็อป)
  • วางแผน Redirect ตอนรีดีไซน์เว็บ เพื่อไม่ให้อันดับและทราฟฟิกหาย
  • ปรับ On-page + คอนเทนต์ควบคู่กับการจัด URL ให้ไปในทางเดียวกัน

ถ้าคุณอยากให้เว็บ “พูดภาษาเดียวกับ Google” มากขึ้น และอยากใช้ URL ให้ทำงานแทนคุณในระยะยาว ลองให้ SEOGURU ช่วยเช็กเว็บและคุยแนวทาง SEO ให้ก่อนได้เลย ติดต่อมาปรึกษาได้แบบสบายๆ แล้วให้ทีมเราช่วยจัดการเรื่องเทคนิค ส่วนคุณเอาเวลาไปโฟกัสกับการทำธุรกิจให้โตแทน